ชานี เหงียน
532 ยอดดู
สารบัญ
ผู้ขายออนไลน์หลายคนคิดว่าเมื่อมีเว็บไซต์ขายสินค้าเป็นของตัวเองแล้ว ทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง เว็บไซต์เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าหาสินค้าและสั่งซื้อครั้งแรกเท่านั้น หากไม่มีวิธีการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วก็ลืมไป การตลาดผ่านอีเมลเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม เตือนให้พวกเขากลับมาซื้ออีกครั้ง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนในการขายซ้ำให้กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับแบรนด์อยู่แล้วนั้นต่ำกว่าการค้นหาลูกค้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลามาก

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว หรือกำลังสร้างช่องทางการขายแบบออฟไลน์ แต่ยังไม่ได้ใช้อีเมลเป็นช่องทางในการดูแลลูกค้าปัจจุบัน เราจะมาสำรวจว่าทำไมอีเมลจึงยังคงมีประโยชน์มาก ควรใช้เมื่อใด และวิธีการเชื่อมต่ออีเมลกับเว็บไซต์ของคุณผ่าน CRM เพื่อสร้างกระบวนการดูแลลูกค้าอย่างเป็นระบบ
เมื่อผู้ขายเปลี่ยนจากการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มาเป็นการมีเว็บไซต์ของตัวเอง จุดสนใจหลักๆ จะอยู่ที่การปรับแต่งหน้าสินค้า ปรับปรุงประสบการณ์การช้อปปิ้ง และลงโฆษณาเพื่อดึงดูดลูกค้า ขั้นตอนเหล่านี้สำคัญ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ปัญหาคือ หลังจากที่ลูกค้าซื้อสินค้าหรือทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ หากผู้ขายไม่มีช่องทางในการติดต่อ ลูกค้าก็จะลืมแบรนด์นั้นไปได้ง่ายๆ พวกเขาอาจกลับไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งเพียงเพราะเมื่อพวกเขาต้องการซื้ออีกครั้ง พวกเขาอาจนึกถึงคนอื่นหรือลืมผู้ขายรายนั้นไปแล้ว
การตลาดผ่านอีเมลช่วยให้ผู้ขายสามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับแบรนด์ของตนอยู่แล้วได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรอให้ลูกค้าจำได้และกลับมาซื้อซ้ำ ผู้ขายสามารถส่งอีเมลหลังการซื้อ อีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำในเวลาที่เหมาะสม หรือแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม นี่ไม่ใช่การส่งสแปม แต่เป็นกลยุทธ์ในการดูแลลูกค้าที่มีอยู่แล้ว
การตลาดผ่านอีเมลไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไปตั้งแต่เริ่มต้น หากผู้ขายยังอยู่ในช่วงทดสอบผลิตภัณฑ์ ยังไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หรือยังไม่มีข้อมูลลูกค้า การสร้างระบบอีเมลอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขายมีร้านค้าออนไลน์ที่มั่นคงและเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เช่น คำสั่งซื้อ แบบฟอร์มติดต่อ หน้า Landing Page ของผู้ขาย หรือโปรโมชั่น นั่นคือเวลาที่พวกเขาควรพิจารณาทำการตลาดผ่านอีเมล
นี่คือสัญญาณบางประการที่บ่งชี้ว่าผู้ขายควรเริ่มใช้อีเมล:
หากผู้ขายตระหนักถึงประเด็นข้างต้นอย่างน้อยหนึ่งข้อ การตลาดผ่านอีเมลจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์
เมื่อเริ่มต้นทำการตลาดผ่านอีเมล ผู้ขายไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องซับซ้อนเกินไป เพียงแค่เน้นไปที่กลุ่มอีเมลพื้นฐานไม่กี่กลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้าปัจจุบันและเตือนให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำก็พอแล้ว
เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลในเว็บไซต์ แบบฟอร์มติดต่อ หรือสมัครรับจดหมายข่าว อีเมลต้อนรับหรืออีเมลยืนยันจะแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าได้รับข้อมูลแล้ว นี่เป็นโอกาสที่จะแนะนำแบรนด์และสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับโดยสังเขปด้วย
นี่คืออีเมลที่สำคัญที่สุด หลังจากลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว อีเมลขอบคุณพร้อมข้อมูลการสั่งซื้อจะสร้างความประทับใจในความเป็นมืออาชีพ หากเป็นไปได้ ผู้ขายควรส่งอีเมลพร้อมคำแนะนำการใช้งานผลิตภัณฑ์ หรือขอความคิดเห็นหลังจากช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย
หลังจากที่ลูกค้าไม่ได้กลับมาซื้อสินค้าเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผู้ขายสามารถส่งอีเมลเตือนความจำได้ ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าเคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือเครื่องเขียน การส่งอีเมลเตือนความจำหลังจาก 30 หรือ 60 วัน ถือว่าเหมาะสม
เมื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นใหม่ แทนที่จะส่งให้ทุกคน ผู้ขายควรส่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มว่าจะสนใจสูง ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เคยซื้อเสื้อยืดอาจสนใจดีไซน์ใหม่ ในขณะที่ลูกค้าที่เคยซื้อรองเท้ากีฬาอาจสนใจอุปกรณ์เสริมสำหรับการวิ่ง
ลูกค้าบางรายเข้าชมเว็บไซต์ ดูสินค้า และอาจเพิ่มสินค้าลงในตะกร้า แต่ไม่ได้ทำการสั่งซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ หากพวกเขาทิ้งที่อยู่อีเมลไว้ ผู้ขายสามารถส่งอีเมลเตือนความจำหรือสอบถามว่าต้องการความช่วยเหลือใด ๆ หรือไม่
นอกเหนือจากอีเมลขายสินค้าแล้ว ผู้ขายยังสามารถส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เช่น เคล็ดลับการใช้งานผลิตภัณฑ์ เรื่องราวของลูกค้า หรือแนวโน้มในอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยรักษาความสัมพันธ์โดยไม่ต้องเน้นการขายมากเกินไป
กลุ่มอีเมลเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ช่วยให้ผู้ขายสามารถติดต่อกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรอให้ลูกค้ากลับมาติดต่อเอง
ผู้ขายหลายคนคิดว่าแค่มีรายชื่ออีเมลก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง หากไม่มีระบบจัดเก็บและจัดการข้อมูลลูกค้าที่เหมาะสม การตลาดผ่านอีเมลก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
นี่คือเหตุผลที่ CRM สำหรับผู้ขายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง CRM ช่วยจัดเก็บข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมหรือลักษณะเฉพาะ และเชื่อมต่อกับระบบอีเมลเพื่อส่งเนื้อหาที่เหมาะสมไปยังบุคคลที่เหมาะสม
ขั้นตอนการดำเนินการจริงอาจเป็นดังนี้:
ลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์หรือหน้า Landing Page ทิ้งข้อมูลไว้ หรือทำการซื้อสินค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ CRM ระบบจะจัดกลุ่มลูกค้าโดยอัตโนมัติตามการกระทำของลูกค้า เช่น ลูกค้าที่ซื้อสินค้า ลูกค้าที่ทิ้งข้อมูลไว้แต่ยังไม่ได้ซื้อ หรือลูกค้าที่ซื้อสินค้าแล้วแต่ไม่ได้กลับมาซื้อซ้ำหลังจากนั้นระยะหนึ่ง จากนั้นผู้ขายสามารถส่งอีเมลที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มได้ เช่น อีเมลหลังการซื้อสำหรับลูกค้าใหม่ อีเมลเตือนความจำสำหรับลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ หรืออีเมลส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าที่แสดงความสนใจแต่ยังไม่ได้ทำการซื้อให้เสร็จสมบูรณ์
ด้วยระบบส่งอีเมลอัตโนมัติที่ผสานรวมเข้ากับระบบ CRM ผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องส่งอีเมลไปยังลูกค้าแต่ละรายด้วยตนเองอีกต่อไป ระบบจะส่งอีเมลโดยอัตโนมัติตามการกระทำหรือสถานะของลูกค้าแต่ละราย ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าทำการซื้อ ระบบจะส่งอีเมลขอบคุณโดยอัตโนมัติ และส่งอีเมลแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันต่อมา หากลูกค้าไม่กลับมาซื้อซ้ำภายใน 30 วัน ระบบจะส่งอีเมลเตือนความจำโดยอัตโนมัติเพื่อให้ทำการซื้อซ้ำ
ด้วยความเชื่อมโยงนี้ การตลาดผ่านอีเมลจึงมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าถูกส่งอีเมลขยะ แต่จะรู้สึกว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่ในเวลาที่เหมาะสม
ระบบอีเมลที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ผู้ขายรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ตั้งแต่การซื้อครั้งแรกจนถึงการซื้อครั้งต่อๆ ไป
ขั้นตอนสำหรับลูกค้าใหม่:
หลังจากลูกค้าทำการสั่งซื้อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ให้ส่งอีเมลยืนยันการสั่งซื้อพร้อมข้อมูลการจัดส่งทันที หลังจากนั้น 3-5 วัน ให้ส่งอีเมลสอบถามว่าลูกค้าได้รับสินค้าแล้วหรือไม่ สินค้าเป็นที่พอใจหรือไม่ และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม หลังจากนั้น 15-20 วัน ให้ส่งอีเมลพร้อมคำแนะนำการใช้งานผลิตภัณฑ์หรือเคล็ดลับที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้น 30-45 วัน ให้ส่งอีเมลแนะนำผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมหรือข้อเสนอพิเศษเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำ
ขั้นตอนสำหรับลูกค้าที่แสดงความสนใจแต่ยังไม่ได้ซื้อ:
เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลในหน้า Landing Page หรือแบบฟอร์มติดต่อ ให้ส่งอีเมลต้อนรับพร้อมแนะนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์เด่นโดยย่อ หลังจากนั้น 2-3 วัน ให้ส่งอีเมลที่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าอาจสนใจ หลังจากนั้น 7 วัน หากลูกค้ายังไม่ทำการซื้อ ให้ส่งอีเมลสอบถามว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ หรือเสนอส่วนลดเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อครั้งแรก
ขั้นตอนสำหรับลูกค้าประจำ:
หลังจากผ่านไป 30-60 วันนับจากการซื้อครั้งล่าสุด ให้ส่งอีเมลเตือนความจำพร้อมแนะนำสินค้าใหม่หรือข้อเสนอที่เหมาะสม หากลูกค้ายังไม่ตอบกลับภายใน 15 วัน ให้ส่งอีเมลสอบถามสาเหตุที่ยังไม่กลับมาซื้อซ้ำและถามว่าคุณสามารถให้ความช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมได้บ้าง
กระบวนการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน สิ่งสำคัญคือมันช่วยให้ผู้ขายรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ แทนที่จะส่งอีเมลแบบสุ่ม หรือลืมลูกค้าเก่าไป
ร้านขายเครื่องสำอางออร์แกนิกแห่งหนึ่งมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองและทำการโฆษณาบน Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก พวกเขาได้รับคำสั่งซื้อประมาณ 100 รายการต่อเดือน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพียงครั้งเดียวและไม่กลับมาอีก เจ้าของร้านตระหนักว่าพวกเขากำลังใช้เงินจำนวนมากไปกับการโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ ในขณะที่ลูกค้าเดิมกลับถูกละเลย
ทางร้านตัดสินใจเริ่มใช้การตลาดผ่านอีเมลเพื่อดึงดูดลูกค้าเดิมอีกครั้ง ขั้นแรก พวกเขาบันทึกข้อมูลลูกค้าทั้งหมดจากคำสั่งซื้อลงในระบบ CRM อย่างง่าย จากนั้น พวกเขาตั้งค่าลำดับการส่งอีเมลอัตโนมัติดังนี้:
หลังจากลูกค้าซื้อสินค้าเสร็จแล้ว ให้ส่งอีเมลขอบคุณพร้อมคำแนะนำการใช้งานสินค้าทันที หลังจากนั้น 10 วัน ให้ส่งอีเมลขอความคิดเห็นและแนะนำสินค้าที่เหมาะสมเพิ่มเติม หลังจากนั้น 30 วัน ให้ส่งอีเมลเตือนความจำพร้อมส่วนลดเล็กน้อยสำหรับการซื้อครั้งที่สอง
ด้วยวิธีการนี้ ร้านค้าไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มไปกับการโฆษณา แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมได้ ลูกค้าบางรายเริ่มกลับมาซื้อซ้ำ พวกเขาไม่จำเป็นต้องจำชื่อร้าน เพราะจะได้รับการเตือนความจำในเวลาที่เหมาะสม ต้นทุนในการขายซ้ำให้กับลูกค้าเดิมนั้นต่ำกว่าการค้นหาลูกค้าใหม่ผ่านการโฆษณาอย่างต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด
นี่ไม่ใช่เรื่องราวปาฏิหาริย์ มันเป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่าร้านค้าได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่แล้ว และใช้อีเมลเป็นเครื่องมือในการดูแลลูกค้าปัจจุบันแทนที่จะมุ่งเน้นแต่การหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว
เพื่อให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เราสามารถเปรียบเทียบสถานการณ์ทั้งสองได้
ผู้ขายมีเพียงเว็บไซต์เท่านั้น:
ลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์ ดูสินค้า สั่งซื้อ หรือทิ้งข้อมูลไว้ แต่หากผู้ขายไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม ลูกค้าก็จะค่อยๆ ลืมแบรนด์นั้นไป เมื่อพวกเขาต้องการซื้อสินค้าอีกครั้ง พวกเขาอาจหันไปซื้อจากคู่แข่งหรือลืมผู้ขายไปเลย ผู้ขายจึงต้องทำการโฆษณาอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ได้ผลลัพธ์คืออัตราการกลับมาซื้อซ้ำต่ำ
ผู้ขายมีเว็บไซต์และระบบการตลาดทางอีเมล:
ลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์ ซื้อสินค้า หรือทิ้งข้อมูลไว้ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ CRM หลังจากนั้น ลูกค้าจะได้รับอีเมลขอบคุณ คำแนะนำการใช้งาน การแจ้งเตือนการซื้อซ้ำ หรืออีเมลแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลและมีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อซ้ำมากขึ้น ผู้ขายยังคงทำการโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่เพื่อเพิ่มการซื้อซ้ำโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากนัก
ความแตกต่างอยู่ที่ว่ามีกระบวนการในการรักษาการติดต่อกับลูกค้าหลังจากปฏิสัมพันธ์ครั้งแรกหรือไม่
หากผู้ขายต้องส่งอีเมลถึงลูกค้าแต่ละรายด้วยตนเอง จะเสียเวลามากและดูแลรักษายาก นี่คือเหตุผลที่การส่งอีเมลอัตโนมัติจึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ระบบอัตโนมัติช่วยให้ผู้ขายสามารถตั้งค่าสถานการณ์อีเมลอัตโนมัติตามการกระทำหรือสถานะของลูกค้าได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าทำการซื้อ ระบบจะส่งอีเมลขอบคุณโดยอัตโนมัติ หลังจาก 10 วัน ระบบจะส่งอีเมลขอความคิดเห็นโดยอัตโนมัติ และหลังจาก 30 วัน ระบบจะส่งอีเมลเตือนลูกค้าให้ทำการซื้อซ้ำโดยอัตโนมัติ
สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ระบบอัตโนมัติไม่ได้หมายถึงการส่งอีเมลโดยอัตโนมัติ ผู้ขายยังคงต้องออกแบบเนื้อหาอีเมลที่เหมาะสม เลือกเวลาที่เหมาะสมในการส่ง และติดตามประสิทธิภาพเพื่อทำการปรับปรุง ระบบอัตโนมัติเพียงแค่ทำให้การส่งอีเมลเป็นไปโดยอัตโนมัติและเป็นระบบมากขึ้นเท่านั้น
ต่อไปนี้คือตัวอย่างสถานการณ์การทำงานอัตโนมัติขั้นพื้นฐานที่ผู้ขายสามารถนำไปใช้ได้:
สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสามารถตั้งค่าได้เพียงครั้งเดียวและทำงานโดยอัตโนมัติ ช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ขายพร้อมทั้งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้างต้น ผู้ขายจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เชื่อมต่อเว็บไซต์ จัดเก็บข้อมูลลูกค้า และส่งอีเมลอย่างเป็นระบบ GTG CRM เป็นโซลูชันที่เหมาะสมสำหรับผู้ขายออนไลน์ที่ต้องการสร้างกระบวนการดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพสำหรับลูกค้าปัจจุบัน
GTG CRM มีเครื่องมือสร้างอีเมลแบบลากและวางที่ช่วยให้ผู้ขายสร้างอีเมลด้วยข้อความ รูปภาพ ปุ่ม และบล็อกพื้นฐานโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด ผู้ขายสามารถปรับแต่งอีเมลได้โดยการแทรกตัวแปร เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่อีเมล หรือชื่อบริษัทสำหรับผู้ติดต่อแต่ละราย เมื่อส่งอีเมล ผู้ขายสามารถเลือกส่งไปยังผู้ติดต่อทั้งหมด กรองตามกลุ่ม หรือกลุ่มอัจฉริยะ เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม
GTG CRM ยังรองรับการส่งอีเมลทันทีหรือตามกำหนดเวลา พร้อมฟังก์ชันดูตัวอย่างและทดสอบการส่งก่อนเผยแพร่ หลังจากส่งแล้ว ผู้ขายสามารถติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น จำนวนอีเมลที่ส่งถึง จำนวนอีเมลที่เปิดอ่าน จำนวนอีเมลที่ถูกคลิก จำนวนอีเมลที่ส่งไม่ถึง และจำนวนอีเมลที่ยกเลิกการสมัครรับ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและปรับกลยุทธ์
จุดเด่นของ GTG CRM อยู่ที่การผสานรวมอีเมลเข้ากับระบบ CRM ข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ หน้า Landing Page หรือแบบฟอร์มติดต่อจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ CRM จากข้อมูลเหล่านี้ พนักงานขายสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าและตั้งค่าระบบอีเมลอัตโนมัติให้เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอนของเส้นทางลูกค้าได้
นอกจากนี้ GTG CRM ยังมีระบบ AI ช่วยสร้างแคมเปญอีเมลจากคำอธิบายโดยใช้ภาษาธรรมชาติ ผู้ขายเพียงแค่ระบุวัตถุประสงค์ของอีเมล ระบบก็จะแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสมให้ ช่วยประหยัดเวลาและทำให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเขียนอีเมลการตลาด
ด้วย GTG CRM พนักงานขายไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือแยกต่างหากมากมาย ทุกอย่างเชื่อมต่อกันในระบบเดียว ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า การจัดกลุ่ม การสร้างอีเมล ไปจนถึงการส่งและการติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ
การตลาดผ่านอีเมลไม่ใช่เครื่องมือที่ล้าสมัย สำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว อีเมลเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม เตือนให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ แทนที่จะมุ่งเน้นเฉพาะการหาลูกค้าใหม่ ผู้ขายควรสร้างกระบวนการในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับแบรนด์ของตนอยู่แล้ว
เมื่อผสานรวมเว็บไซต์ขายสินค้า ระบบ CRM สำหรับผู้ขาย และการตลาดทางอีเมลอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ขายไม่เพียงแต่จะสร้างยอดขายครั้งเดียวเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสสร้างการซื้อซ้ำในต้นทุนที่ต่ำลงอีกด้วย กุญแจสำคัญคือผู้ขายควรเริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ เช่น การตั้งค่ากลุ่มอีเมลพื้นฐาน และค่อยๆ สร้างกระบวนการที่เป็นระบบสำหรับการดูแลลูกค้าที่มีอยู่
หากคุณกำลังมองหาโซลูชันที่จะเชื่อมต่อเว็บไซต์ของคุณกับอีเมลและจัดการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ GTG CRM อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เริ่มสร้างกระบวนการดูแลลูกค้าที่มีอยู่ของคุณได้แล้ววันนี้
1. การตลาดผ่านอีเมลยังคงมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ เมื่อผู้ขายมีเว็บไซต์ของตนเองอยู่แล้ว?
การตลาดผ่านอีเมลยังคงมีประสิทธิภาพสูง เพราะช่วยให้ผู้ขายรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับแบรนด์อยู่แล้ว เว็บไซต์ช่วยในการขายครั้งแรก ในขณะที่อีเมลช่วยดูแลลูกค้าปัจจุบันและเตือนให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก
2. ผู้ขายควรเริ่มใช้การตลาดทางอีเมลเมื่อใด?
ผู้ขายควรเริ่มต้นเมื่อมีข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ แบบฟอร์มติดต่อ หรือคำสั่งซื้อแล้ว หากมีคำสั่งซื้อ 50 รายการขึ้นไป หรือมีลูกค้าที่ซื้อครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาซื้อซ้ำ นั่นคือเวลาที่ควรพิจารณาทำการตลาดผ่านอีเมล
3. ผู้ขายควรมีกลุ่มอีเมลกลุ่มใดบ้าง?
ผู้ขายควรมีอีเมลต้อนรับ อีเมลหลังการซื้อ อีเมลติดตามลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ อีเมลแนะนำสินค้าใหม่หรือข้อเสนอต่างๆ และอีเมลติดตามลูกค้าที่แสดงความสนใจแต่ไม่ได้ซื้อ นี่คือกลุ่มอีเมลพื้นฐานแต่มีประสิทธิภาพ
4. CRM มีบทบาทอย่างไรในการทำการตลาดผ่านอีเมล?
ระบบ CRM ช่วยจัดเก็บข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม และเชื่อมต่อกับระบบอีเมลเพื่อส่งเนื้อหาที่เหมาะสมไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง ส่งผลให้การตลาดผ่านอีเมลมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นส่วนตัวมากขึ้น
5. การใช้ระบบอัตโนมัติในการส่งอีเมลมีความจำเป็นหรือไม่?
ระบบอัตโนมัติช่วยให้ผู้ขายส่งอีเมลอัตโนมัติตามการกระทำหรือสถานะของลูกค้า ช่วยประหยัดเวลาและสร้างความสม่ำเสมอ ผู้ขายไม่จำเป็นต้องส่งอีเมลถึงลูกค้าแต่ละรายด้วยตนเอง ในขณะที่ยังคงรักษาขั้นตอนการดูแลลูกค้าที่มีอยู่เดิม
6. GTG CRM เหมาะสำหรับผู้ขายออนไลน์หรือไม่?
GTG CRM เหมาะสำหรับผู้ขายที่ต้องการเชื่อมต่อเว็บไซต์ ระบบ CRM และการตลาดอีเมลเข้าไว้ในระบบเดียว เครื่องมือนี้มีเครื่องมือสร้างอีเมลที่ใช้งานง่าย รองรับระบบอัตโนมัติ การแบ่งกลุ่มลูกค้า และการติดตามประสิทธิภาพขั้นพื้นฐาน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขายออนไลน์ได้เป็นอย่างดี










