ผู้ขายออนไลน์หลายรายคิดว่าเมื่อมีเว็บไซต์ขายของของตนเองแล้ว ภารกิจก็เสร็จสิ้น ความจริงแล้ว เว็บไซต์เพียงช่วยให้ลูกค้าพบสินค้าและซื้อครั้งแรก หากไม่มีวิธีรักษาการเชื่อมต่อ ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วลืมไป การตลาดผ่านอีเมลคือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ขายดูแลลูกค้าเก่า เตือนให้ซื้อซ้ำ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีจากเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนในการขายซ้ำให้กับผู้ที่รู้จักแบรนด์แล้วนั้นต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องมาก

ai-generated-1776929063095.png

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์ของตนเองหรือกำลังสร้างช่องทางการขายนอกแพลตฟอร์ม แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากอีเมลเป็นช่องทางดูแลลูกค้าเก่า เราจะมาดูกันว่าทำไมอีเมลจึงยังมีประโยชน์ เมื่อใดควรใช้ และวิธีการเชื่อมต่ออีเมลกับเว็บไซต์ผ่าน CRM เพื่อสร้างกระบวนการดูแลลูกค้าที่เป็นระบบ

เว็บไซต์ช่วยขาย อีเมลช่วยรักษาลูกค้า

เมื่อผู้ขายเปลี่ยนจากการขายบนแพลตฟอร์มมามีเว็บไซต์ของตนเอง ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงหน้าสินค้า ปรับปรุงประสบการณ์การซื้อ และทำการโฆษณาเพื่อดึงลูกค้าเข้ามา นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอ

ปัญหาคือ: หลังจากลูกค้าซื้อสินค้าหรือให้ข้อมูล หากผู้ขายไม่มีวิธีรักษาการติดต่อ ลูกค้าจะลืมแบรนด์ได้ง่าย พวกเขาอาจกลับไปซื้อจากคู่แข่งเพียงเพราะเมื่อต้องการซื้ออีกครั้ง พวกเขานึกถึงคนอื่น หรือเพียงแค่จำผู้ขายไม่ได้อีกต่อไป

การตลาดผ่านอีเมลช่วยให้ผู้ขายรักษาการเชื่อมต่อกับผู้ที่รู้จักแบรนด์ได้อย่างเชิงรุก แทนที่จะรอให้ลูกค้าจำและกลับมาเอง ผู้ขายสามารถส่งอีเมลหลังการซื้อ เตือนให้ซื้อซ้ำในเวลาที่เหมาะสม หรือแนะนำสินค้าใหม่ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม นี่ไม่ใช่สแปม แต่เป็นวิธีดูแลลูกค้าเก่าอย่างมีกลยุทธ์

เมื่อใดที่ผู้ขายควรเริ่มใช้การตลาดผ่านอีเมล

ไม่จำเป็นต้องใช้อีเมลตั้งแต่เริ่มต้นเสมอไป หากผู้ขายยังคงทดลองสินค้า ยังไม่มีคำสั่งซื้อที่มั่นคง หรือยังไม่มีข้อมูลลูกค้า การสร้างระบบอีเมลอาจยังไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขายมีเว็บไซต์ขายของที่มั่นคง และเริ่มมีข้อมูลลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เช่น คำสั่งซื้อ แบบฟอร์มติดต่อ หน้า Landing Page สำหรับผู้ขาย หรือโปรแกรมส่งเสริมการขาย นั่นคือเวลาที่ควรพิจารณาการตลาดผ่านอีเมล

สัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้ขายควรเริ่มใช้:

  • มีคำสั่งซื้อตั้งแต่ 50 รายการขึ้นไป หรือมีรายชื่อลูกค้าที่เคยโต้ตอบกับแบรนด์
  • มีลูกค้าซื้อเพียงครั้งเดียว แต่ไม่กลับมาซื้อครั้งที่สอง
  • มีลูกค้าให้ข้อมูลบนเว็บไซต์หรือหน้า Landing Page แต่ยังไม่ปิดการขาย
  • ต้องการแนะนำสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นให้กับผู้ที่สนใจอย่างถูกต้อง แทนที่จะทำการโฆษณากว้างๆ
  • ต้องการเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำจากลูกค้าเก่า แทนที่จะมุ่งเน้นการหาลูกค้าใหม่

หากผู้ขายตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้หนึ่งข้อหรือมากกว่านั้น การตลาดผ่านอีเมลจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์

กลุ่มอีเมลพื้นฐานที่ผู้ขายควรมี

เมื่อเริ่มต้นกับการตลาดผ่านอีเมล ผู้ขายไม่จำเป็นต้องทำให้ซับซ้อนเกินไป เพียงแค่เน้นที่กลุ่มอีเมลพื้นฐานบางกลุ่มที่มีผลชัดเจนในการดูแลลูกค้าเก่าและเตือนให้ซื้อซ้ำ

อีเมลต้อนรับหรือยืนยัน

เมื่อลูกค้าให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ แบบฟอร์มติดต่อ หรือสมัครรับข่าวสาร อีเมลต้อนรับหรือยืนยันจะช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าได้รับข้อมูลแล้ว นี่เป็นโอกาสในการแนะนำแบรนด์โดยย่อและสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังได้

อีเมลหลังการซื้อ

นี่คืออีเมลที่สำคัญที่สุด หลังจากลูกค้าซื้อสินค้า อีเมลขอบคุณพร้อมข้อมูลคำสั่งซื้อจะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นมืออาชีพ หากเป็นไปได้ ผู้ขายควรอีเมลแนะนำวิธีการใช้สินค้า หรือสอบถามความคิดเห็นหลังจากผ่านไประยะเวลาที่เหมาะสม

อีเมลเตือนลูกค้าเก่าให้กลับมา

หลังจากผ่านไประยะหนึ่งแล้วที่ลูกค้าไม่กลับมาซื้อ ผู้ขายสามารถส่งอีเมลเตือนอย่างนุ่มนวล ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าเคยซื้อสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือเครื่องเขียน การส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำหลังจาก 30 หรือ 60 วันนั้นสมเหตุสมผล

อีเมลแนะนำสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นที่เหมาะสม

เมื่อมีสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่น แทนที่จะส่งให้ทุกคน ผู้ขายควรส่งให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสูง ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เคยซื้อเสื้อยืดอาจสนใจเสื้อยืดรุ่นใหม่ ส่วนลูกค้าที่เคยซื้อรองเท้ากีฬาอาจสนใจอุปกรณ์วิ่ง

อีเมลดูแลลูกค้าที่สนใจแต่ยังไม่ซื้อ

มีลูกค้าที่เข้าเว็บไซต์ ดูสินค้า อาจเพิ่มลงในตะกร้าแต่ไม่ดำเนินการสั่งซื้อให้เสร็จ หากพวกเขาได้ให้ข้อมูลอีเมลไว้ ผู้ขายสามารถส่งอีเมลเตือน หรือสอบถามว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่

อีเมลเนื้อหาที่มีประโยชน์

นอกเหนือจากอีเมลขาย ผู้ขายยังสามารถส่งเนื้อหาที่มีประโยชน์ เช่น เคล็ดลับการใช้สินค้า เรื่องราวลูกค้า หรือเทรนด์อุตสาหกรรม สิ่งนี้ช่วยรักษาการเชื่อมต่อโดยไม่ต้องมุ่งเน้นไปที่การขายมากเกินไป

อีเมลทุกกลุ่มข้างต้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน: ช่วยให้ผู้ขายรักษาการเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างเชิงรุก แทนที่จะแค่นั่งรอให้ลูกค้ากลับมาเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างเว็บไซต์, CRM และการตลาดผ่านอีเมล

ผู้ขายหลายรายคิดว่ามีรายชื่ออีเมลก็เพียงพอแล้ว ในความเป็นจริง หากไม่มีระบบจัดเก็บและจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างเหมาะสม การตลาดผ่านอีเมลจะยากที่จะแสดงประสิทธิภาพ

นี่คือจุดที่ CRM สำหรับผู้ขายมีความสำคัญ CRM ช่วยจัดเก็บข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมหรือลักษณะเฉพาะ และเชื่อมต่อกับระบบอีเมลเพื่อส่งเนื้อหาที่ถูกต้องให้กับบุคคลที่ถูกต้อง

กระบวนการจริงอาจเป็นดังนี้:

ลูกค้าเข้าเว็บไซต์หรือหน้า Landing Page ให้ข้อมูล หรือซื้อสินค้า ข้อมูลนี้จะถูกจัดเก็บใน CRM ระบบจะแบ่งกลุ่มลูกค้าเข้าสู่ Segment ที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติตามการกระทำของลูกค้า เช่น ลูกค้าที่ซื้อแล้ว ลูกค้าที่ให้ข้อมูลแต่ยังไม่ซื้อ ลูกค้าที่ซื้อแล้วแต่ยังไม่กลับมาหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง จากนั้น ผู้ขายสามารถส่งอีเมลที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม เช่น อีเมลหลังการซื้อสำหรับลูกค้าที่เพิ่งซื้อ อีเมลเตือนให้กลับมาสำหรับลูกค้าเก่า หรืออีเมลโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่สนใจแต่ยังไม่ปิดการขาย

เมื่อมีระบบ Automation Email ที่เชื่อมต่อกับ CRM ผู้ขายไม่ต้องส่งอีเมลด้วยตนเองทีละคน ระบบจะส่งอีเมลโดยอัตโนมัติตามการกระทำหรือสถานะของแต่ละรายชื่อ ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าซื้อสินค้า ระบบจะส่งอีเมลขอบคุณและอีเมลแนะนำวิธีการใช้หลังจากผ่านไปสองสามวัน เมื่อลูกค้าไม่กลับมาหลังจาก 30 วัน ระบบจะส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำโดยอัตโนมัติ

ด้วยการเชื่อมต่อนี้ การตลาดผ่านอีเมลจึงมีความเกี่ยวข้องและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าถูกสแปม แต่รู้สึกว่าได้รับการดูแลในเวลาที่เหมาะสม

Flow อีเมลพื้นฐานเพื่อดูแลลูกค้า

Flow อีเมลที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ผู้ขายรักษาการเชื่อมต่อกับลูกค้าตั้งแต่การซื้อครั้งแรกไปจนถึงการซื้อครั้งต่อไป

Flow สำหรับลูกค้าที่เพิ่งซื้อ:

ทันทีหลังจากลูกค้าดำเนินการสั่งซื้อเสร็จสิ้น ส่งอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อพร้อมข้อมูลการจัดส่ง หลังจาก 3-5 วัน ส่งอีเมลสอบถามว่าลูกค้าได้รับสินค้าแล้วหรือไม่ สินค้าเป็นอย่างไรบ้าง และมีคำถามที่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ หลังจาก 15-20 วัน ส่งอีเมลแนะนำวิธีการใช้สินค้า หรือแบ่งปันเคล็ดลับที่เกี่ยวข้อง หลังจาก 30-45 วัน ส่งอีเมลแนะนำสินค้าเสริม หรือโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่กลับมาซื้อ

Flow สำหรับลูกค้าที่สนใจแต่ยังไม่ซื้อ:

เมื่อลูกค้าให้ข้อมูลบนหน้า Landing Page หรือแบบฟอร์มติดต่อ ส่งอีเมลต้อนรับพร้อมแนะนำแบรนด์และสินค้าที่โดดเด่นโดยย่อ หลังจาก 2-3 วัน ส่งอีเมลแนะนำสินค้าที่ลูกค้าอาจสนใจโดยละเอียดมากขึ้น หลังจาก 7 วัน หากลูกค้าย้งไม่ซื้อ ส่งอีเมลสอบถามว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ หรือเสนอโปรโมชั่นเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นการซื้อครั้งแรก

Flow สำหรับลูกค้าเก่าที่ไม่กลับมา:

หลังจาก 30-60 วันนับจากการซื้อครั้งล่าสุด ส่งอีเมลเตือนอย่างนุ่มนวลพร้อมสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นที่เหมาะสม หากลูกค้ายังไม่ตอบสนองหลังจาก 15 วัน ส่งอีเมลสอบถามว่ามีเหตุผลใดที่ทำให้พวกเขาไม่กลับมา และมีอะไรที่สามารถช่วยเหลือเพิ่มเติมได้บ้าง

Flow เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน สิ่งสำคัญคือช่วยให้ผู้ขายรักษาการเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ แทนที่จะส่งอีเมลแบบสุ่มหรือลืมลูกค้าเก่า

ตัวอย่างจริง: ร้านเครื่องสำอางมีเว็บไซต์ แต่ขาดวิธีดูแลลูกค้า

ร้านเครื่องสำอางออร์แกนิกแห่งหนึ่งมีเว็บไซต์ของตนเองและทำการโฆษณา Facebook ได้ค่อนข้างดี มีคำสั่งซื้อประมาณ 100 รายการต่อเดือน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วไม่กลับมา เจ้าของร้านตระหนักว่าตนเองกำลังเสียเงินจำนวนมากไปกับการโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ ในขณะที่ลูกค้าที่เคยซื้อไปแล้วกลับถูกละเลย

ร้านตัดสินใจเริ่มใช้การตลาดผ่านอีเมลเพื่อดูแลลูกค้าเก่า ขั้นแรก พวกเขาได้บันทึกข้อมูลลูกค้าทั้งหมดจากคำสั่งซื้อลงในระบบ CRM อย่างง่าย จากนั้น พวกเขาก็ตั้งค่าชุดอีเมลอัตโนมัติ ดังนี้:

ทันทีที่ลูกค้าซื้อสินค้า ส่งอีเมลขอบคุณพร้อมคำแนะนำการใช้สินค้า หลังจาก 10 วัน ส่งอีเมลสอบถามความคิดเห็นและแนะนำสินค้าเสริมที่เหมาะสม หลังจาก 30 วัน ส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำพร้อมส่วนลดเล็กน้อยสำหรับการซื้อครั้งที่สอง

ด้วยวิธีการนี้ ร้านไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มเติม แต่ยังคงรักษาการเชื่อมต่อกับลูกค้าเก่าได้ ลูกค้าบางรายเริ่มกลับมาซื้อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม พวกเขาไม่ต้องจำชื่อร้าน แต่ได้รับการเตือนในเวลาที่เหมาะสม ต้นทุนในการขายซ้ำให้กับลูกค้าเก่าเห็นได้ชัดว่าต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่จากการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ แต่เป็นเพียงการที่ร้านได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ และใช้edอีเมลเป็นเครื่องมือดูแลลูกค้าเก่า แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการหาลูกค้าใหม่

เปรียบเทียบผู้ขายที่มีเพียงเว็บไซต์ กับผู้ขายที่มีเว็บไซต์พร้อมอีเมล

เพื่อเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เราสามารถเปรียบเทียบสองสถานการณ์

ผู้ขายที่มีเพียงเว็บไซต์:

ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ ดูสินค้า ซื้อสินค้า หรือให้ข้อมูล จากนั้น หากไม่มีการดำเนินการต่อไปจากผู้ขาย ลูกค้าจะค่อยๆ ลืมแบรนด์ เมื่อต้องการซื้ออีกครั้ง พวกเขาอาจไปหาคู่แข่ง หรือลืมผู้ขายไป ผู้ขายต้องทำการโฆษณาเพื่อดึงลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มีอัตราการกลับมาของลูกค้าต่ำ

ผู้ขายที่มีเว็บไซต์พร้อมการตลาดผ่านอีเมล:

ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ ซื้อสินค้า หรือให้ข้อมูล ข้อมูลจะถูกบันทึกใน CRM จากนั้น ลูกค้าจะได้รับอีเมลขอบคุณ อีเมลแนะนำวิธีการใช้ อีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำ หรืออีเมลแนะนำสินค้าใหม่ ลูกค้าจะรู้สึกว่าได้รับการดูแล และมีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อซ้ำหลายครั้ง ผู้ขายยังคงทำการโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าเก่าเพื่อเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากนัก

ความแตกต่างอยู่ที่การมีหรือไม่มมีกระบวนการรักษาการเชื่อมต่อกับลูกค้าหลังจากการโต้ตอบครั้งแรก

บทบาทของ Automation ในการตลาดผ่านอีเมล

หากผู้ขายต้องส่งอีเมลด้วยตนเองให้กับลูกค้าแต่ละราย งานจะใช้เวลานานและยากที่จะรักษาไว้ นี่คือจุดที่ Automation Email มีประโยชน์

Automation ช่วยให้ผู้ขายตั้งค่าสคริปต์อีเมลอัตโนมัติโดยอิงจากการกระทำหรือสถานะของลูกค้า ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าซื้อสินค้า ระบบจะส่งอีเมลขอบคุณโดยอัตโนมัติ หลังจาก 10 วัน ระบบจะส่งอีเมลสอบถามความคิดเห็นโดยอัตโนมัติ หลังจาก 30 วัน ระบบจะส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำโดยอัตโนมัติ

สิ่งสำคัญคือ Automation ไม่ได้หมายถึงการส่งอีเมลแบบเครื่องจักร การที่ผู้ขายยังคงต้องออกแบบเนื้อหาอีเมลที่เหมาะสม เลือกเวลาส่งที่เหมาะสม และติดตามผลลัพธ์เพื่อปรับปรุง Automation เพียงแค่ช่วยให้การส่งอีเมลเป็นไปโดยอัตโนมัติและเป็นระบบมากขึ้น

สคริปต์ Automation พื้นฐานบางอย่างที่ผู้ขายสามารถนำไปใช้ได้:

  • ส่งอีเมลต้อนรับเมื่อลูกค้าสมัครรับข่าวสาร
  • ส่งอีเมลหลังการซื้อและชุดอีเมลดูแลลูกค้าใหม่
  • ส่งอีเมลเตือนให้กลับมาสำหรับลูกค้าเก่าหลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง
  • ส่งอีเมลวันเกิดหรือโอกาสพิเศษ หากมีข้อมูลนี้
  • ส่งอีเมลแนะนำสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นให้กับกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสม

ทั้งหมดนี้สามารถตั้งค่าได้ครั้งเดียวและทำงานโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขายประหยัดเวลา แต่ยังคงรักษาการเชื่อมต่อกับลูกค้า

เชื่อมต่อเว็บไซต์กับอีเมลด้วย GTG CRM

ในการดำเนินการตามที่กล่าวมา ผู้ขายจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมต่อเว็บไซต์ จัดเก็บข้อมูลลูกค้า และส่งอีเมลอย่างเป็นระบบ GTG CRM เป็นโซลูชันที่เหมาะสมสำหรับผู้ขายออนไลน์ที่ต้องการสร้างกระบวนการดูแลลูกค้าเก่าอย่างเป็นระบบ

GTG CRM มี Email Builder แบบลากแล้ววาง ช่วยให้ผู้ขายสร้างอีเมลด้วยข้อความ รูปภาพ ปุ่ม และบล็อกพื้นฐานได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ผู้ขายสามารถปรับแต่งอีเมลให้เป็นส่วนตัวได้โดยการแทรกตัวแปร เช่น ชื่อลูกค้า อีเมล หรือชื่อบริษัทสำหรับแต่ละรายชื่อ เมื่อส่งอีเมล ผู้ขายสามารถเลือกส่งถึงผู้ติดต่อทั้งหมด ตามตัวกรอง Segment หรือ Smart Segment เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหามีความเหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม

GTG CRM ยังรองรับการส่งอีเมลทันที หรือตั้งเวลาล่วงหน้า มี Preview และส่งทดสอบก่อนเผยแพร่ หลังจากส่งแล้ว ผู้ขายสามารถติดตามตัวชี้วัดพื้นฐาน เช่น delivered, opened, clicked, bounced และ unsubscribed เพื่อประเมินประสิทธิภาพและปรับกลยุทธ์

จุดแข็งของ GTG CRM อยู่ที่การเชื่อมโยงอีเมลกับ CRM ข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ หน้า Landing Page หรือแบบฟอร์มติดต่อจะถูกจัดเก็บในระบบ CRM จากข้อมูลนี้ ผู้ขายสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้า และตั้งค่า Automation Email ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงของลูกค้า

นอกจากนี้ GTG CRM ยังมี AI ช่วยสร้างแคมเปญอีเมลจากคำอธิบายด้วยภาษาธรรมชาติ ผู้ขายเพียงแค่อธิบายวัตถุประสงค์ของอีเมล ระบบจะแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสม ช่วยประหยัดเวลาและง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการเขียนอีเมลการตลาด

ด้วย GTG CRM ผู้ขายไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่แยกจากกันหลายอย่าง ทุกอย่างเชื่อมต่อกันในระบบเดียว ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า การแบ่งกลุ่ม การสร้างอีเมล ไปจนถึงการส่งและการติดตามผล

สรุป

การตลาดผ่านอีเมลไม่ใช่เครื่องมือที่ล้าสมัย สำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์ของตนเอง อีเมลเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลลูกค้าเก่า เตือนให้ซื้อซ้ำ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการหาลูกค้าใหม่ ผู้ขายควรกระบวนการรักษาการเชื่อมต่อกับผู้ที่รู้จักแบรนด์

เมื่อรวมเว็บไซต์ขายของ CRM สำหรับผู้ขาย และการตลาดผ่านอีเมลเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง ผู้ขายไม่เพียงแค่ขายได้ครั้งเดียว แต่ยังมีโอกาสสร้างการซื้อซ้ำด้วยต้นทุนที่ต่ำลง สิ่งสำคัญคือผู้ขายต้องเริ่มต้นจากขั้นตอนง่ายๆ ตั้งค่ากลุ่มอีเมลพื้นฐาน และค่อยๆ สร้างกระบวนการดูแลลูกค้าเก่าที่เป็นระบบ

หากคุณกำลังมองหาโซลูชันที่ช่วยเชื่อมต่อเว็บไซต์กับอีเมลและจัดการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ GTG CRM อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เริ่มต้นสร้างกระบวนการดูแลลูกค้าเก่าของคุณได้แล้ววันนี้

คำถามที่พบบ่อย

1. การตลาดผ่านอีเมลยังคงมีประสิทธิภาพหรือไม่เมื่อผู้ขายมีเว็บไซต์ของตนเอง?

การตลาดผ่านอีเมลยังคงมีประสิทธิภาพสูง เพราะช่วยให้ผู้ขายรักษาการเชื่อมต่อกับลูกค้าที่รู้จักแบรนด์แล้ว เว็บไซต์ช่วยในการขายครั้งแรก ส่วนอีเมลช่วยดูแลลูกค้าเก่าและเตือนให้ซื้อซ้ำด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก

2. เมื่อใดที่ผู้ขายควรเริ่มใช้การตลาดผ่านอีเมล?

ผู้ขายควรเริ่มเมื่อมีข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ แบบฟอร์มติดต่อ หรือคำสั่งซื้อ หากมีคำสั่งซื้อตั้งแต่ 50 รายการขึ้นไป หรือมีลูกค้าซื้อเพียงครั้งเดียวแต่ไม่กลับมา นั่นคือเวลาที่ควรพิจารณาการตลาดผ่านอีเมล

3. กลุ่มอีเมลใดที่ผู้ขายควรมี?

ผู้ขายควรมีอีเมลต้อนรับ อีเมลหลังการซื้อ อีเมลเตือนให้กลับมาสำหรับลูกค้าเก่า อีเมลแนะนำสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่น และอีเมลดูแลลูกค้าที่สนใจแต่ยังไม่ซื้อ นี่คือกลุ่มอีเมลพื้นฐานแต่มีประสิทธิภาพ

4. CRM มีบทบาทอะไรในการตลาดผ่านอีเมล?

CRM ช่วยจัดเก็บข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์ แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม และเชื่อมต่อกับระบบอีเมลเพื่อส่งเนื้อหาที่ถูกต้องให้กับบุคคลที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ การตลาดผ่านอีเมลจึงมีความเกี่ยวข้องและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

5. Automation Email จำเป็นหรือไม่?

Automation ช่วยให้ผู้ขายส่งอีเมลโดยอัตโนมัติตามการกระทำหรือสถานะของลูกค้า ประหยัดเวลาและรับประกันความสม่ำเสมอ ผู้ขายไม่จำเป็นต้องส่งอีเมลด้วยตนเองทีละคน แต่ยังคงรักษาการดูแลลูกค้าเก่าได้

6. GTG CRM เหมาะสมกับผู้ขายออนไลน์หรือไม่?

GTG CRM เหมาะสมกับผู้ขายที่ต้องการเชื่อมต่อเว็บไซต์ CRM และการตลาดผ่านอีเมลไว้ในระบบเดียว เครื่องมือนี้มี Email Builder ที่ใช้งานง่าย รองรับ Automation การแบ่งกลุ่มลูกค้า และการติดตามผลพื้นฐาน ซึ่งเหมาะกับความต้องการของผู้ขายออนไลน์

เปลี่ยนสิ่งที่ได้อ่านให้เป็นผลลัพธ์จริง — ทดลองใช้ GTG CRM ฟรี.

ทดลองใช้เลย