ผู้ขายออนไลน์หลายรายคิดว่าเมื่อมีเว็บไซต์ขายของของตัวเองแล้ว งานพัฒนาช่องทางต่างๆ ก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง การมีเว็บไซต์เป็นเพียงที่ให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณรักษาลูกค้าเก่าหรือทำให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำได้โดยอัตโนมัติ Email marketing ยังคงมีประโยชน์สำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์ของตัวเองอยู่แล้ว เพราะเป็นวิธีรักษาการติดต่อกับลูกค้าที่รู้จักแบรนด์ของคุณ เตือนให้กลับมาซื้อซ้ำ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่จากเว็บไซต์ แบบฟอร์ม หรือคำสั่งซื้อได้อย่างเต็มที่

ai-generated-1776919287455.png

เมื่อลูกค้าเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ กรอกข้อมูล หรือทำการสั่งซื้อ นั่นถือเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่สำคัญ แต่หากคุณไม่มีวิธีติดต่อพวกเขากลับไปอีกเลย ก็เป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะลืมแบรนด์ของคุณไปในไม่กี่วัน อีเมลช่วยให้คุณคงอยู่ในความคิดของลูกค้าได้โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแพงๆ อย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจบทบาทของ email marketing ได้ชัดเจนขึ้นเมื่อคุณมีเว็บไซต์ของตัวเองอยู่แล้ว กลุ่มอีเมลที่ควรมี วิธีเชื่อมต่อเว็บไซต์กับ CRM และอีเมล รวมถึงตัวอย่าง flow การดูแลลูกค้าที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

เว็บไซต์ช่วยให้คุณขายของ อีเมลช่วยให้คุณรักษาลูกค้า

เว็บไซต์เป็นแพลตฟอร์มให้ลูกค้าค้นหาสินค้า สั่งซื้อ และชำระเงิน แต่หลังจากที่ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ไป คุณก็ไม่มีวิธีที่จะเข้าถึงพวกเขาได้อีก เว้นแต่พวกเขาจะกลับมาเอง หรือคุณจะรันโฆษณา retargeting อีกครั้ง

Email marketing ช่วยให้คุณเข้าถึงผู้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณได้อย่างเชิงรุก เมื่อลูกค้าทิ้งอีเมลไว้บนเว็บไซต์ผ่านแบบฟอร์มลงทะเบียน หรือ landing page หรือทำการสั่งซื้อ คุณมีสิทธิ์ส่งอีเมลถึงพวกเขาอย่างถูกกฎหมาย นั่นคือโอกาสที่จะเตือนให้พวกเขากลับมา แนะนำสินค้าใหม่ ส่งโปรโมชั่นที่เหมาะสม หรือเพียงแค่รักษาการรับรู้ถึงแบรนด์

ผู้ขายออนไลน์หลายรายยังไม่ทราบว่าต้นทุนในการขายให้กับลูกค้าเก่ามักจะต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ลูกค้าเก่ารู้จักแบรนด์ของคุณแล้ว เคยซื้อหรืออย่างน้อยก็เคยสนใจ อีเมลเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อไหร่ที่ผู้ขายควรเริ่มใช้ Email Marketing?

คุณควรเริ่มใช้ email marketing เมื่อคุณมีข้อมูลการติดต่อจากลูกค้าจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณมีสถานการณ์อย่างน้อยหนึ่งในสถานการณ์ต่อไปนี้:

เมื่อคุณมีลูกค้าที่ซื้อสินค้าบนเว็บไซต์แล้ว
หลังจากการสั่งซื้อแต่ละครั้ง คุณจะมีอีเมลของลูกค้า นี่คือเวลาที่ดีในการส่งอีเมลขอบคุณ ยืนยันคำสั่งซื้อ แนะนำวิธีการใช้สินค้า หรือเตือนให้ซื้อซ้ำหลังจากผ่านไประยะเวลาที่เหมาะสม อีเมลหลังการซื้อช่วยให้คุณรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาหลงลืมไปหลังจากการซื้อครั้งแรก

เมื่อคุณมีลูกค้าที่กรอกข้อมูลบน landing page หรือแบบฟอร์มลงทะเบียน
หากคุณรันโฆษณาเพื่อนำลูกค้าไปยัง landing page เพื่อรับข้อเสนอพิเศษ ดาวน์โหลดเอกสาร หรือลงทะเบียนรับข้อมูล รายชื่ออีเมลเหล่านี้คือทรัพย์สินที่มีค่า คุณสามารถส่งอีเมลต้อนรับ แนะนำสินค้า หรือดูแลลูกค้าที่สนใจแต่ยังไม่ได้ซื้อ

เมื่อคุณต้องการกระตุ้นลูกค้าเก่าที่ไม่ได้ซื้อมานาน
ผู้ขายหลายรายมีรายชื่อลูกค้าเก่าจากการสั่งซื้อครั้งก่อนๆ แต่ไม่รู้วิธีดูแลพวกเขา อีเมลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นที่เหมาะสม

เมื่อคุณต้องการแนะนำสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่น
แทนที่จะโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแล้วหวังว่าลูกค้าจะเห็น คุณสามารถส่งอีเมลโดยตรงไปยังผู้ที่เคยสนใจหรือเคยซื้อ อีเมลช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครจะได้รับข้อความ และติดตามได้ว่าใครเปิดอีเมล ใครคลิกที่สินค้า

หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งข้างต้น นี่คือเวลาที่คุณควรให้ความสำคัญกับ email marketing อย่างจริงจัง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การมีเว็บไซต์

กลุ่มอีเมลพื้นฐานที่ผู้ขายควรมี

เมื่อเริ่มต้นกับ email marketing คุณไม่จำเป็นต้องมีอีเมลที่ซับซ้อนมากนัก นี่คือกลุ่มอีเมลพื้นฐานที่ผู้ขายออนไลน์ส่วนใหญ่ควรมี:

อีเมลต้อนรับหรือยืนยันเมื่อลูกค้าให้ข้อมูล

เมื่อลูกค้าให้ข้อมูลอีเมลบนเว็บไซต์ผ่านแบบฟอร์มลงทะเบียน หรือ landing page คุณควรส่งอีเมลต้อนรับทันที อีเมลนี้จะยืนยันว่าได้รับข้อมูลแล้ว และแนะนำแบรนด์ สินค้า หรือประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการติดตามคุณโดยย่อ นี่เป็นโอกาสในการสร้างความประทับใจที่ดีตั้งแต่แรก

อีเมลหลังการซื้อ

หลังจากการซื้อของลูกค้า คุณควรส่งอีเมลขอบคุณ ยืนยันคำสั่งซื้อ และแนะนำวิธีการใช้สินค้าหากจำเป็น อีเมลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจกับคำสั่งซื้อ แต่ยังเป็นโอกาสในการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือโปรแกรมลูกค้าสัมพันธ์หากมี อีเมลหลังการซื้อเป็นหนึ่งในอีเมลที่มีอัตราการเปิดสูงสุด เพราะลูกค้ากำลังรอข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งซื้อของตน

อีเมลเตือนให้ลูกค้าเก่ากลับมา

หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 30 วัน หรือ 60 วัน นับจากการซื้อครั้งล่าสุด คุณสามารถส่งอีเมลเตือนให้ลูกค้ากลับมาได้ อีเมลนี้อาจแนะนำสินค้าใหม่ โปรโมชั่นพิเศษ หรือเพียงแค่เตือนว่าแบรนด์ของคุณยังเปิดให้บริการอยู่และพร้อมให้บริการ อีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำช่วยให้คุณกระตุ้นลูกค้าเก่าได้ แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาหลงลืมแบรนด์ไป

อีเมลแนะนำสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นที่เหมาะสม

เมื่อคุณมีสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่น คุณสามารถส่งอีเมลไปยังรายชื่อลูกค้าที่เหมาะสมได้ หากคุณมี CRM เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าตามความสนใจ หรือประวัติการซื้อ อีเมลนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการส่งแบบกระจายไปยังทุกคน อีเมลแนะนำสินค้าใหม่ช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ แทนที่จะต้องพึ่งพาโฆษณาเพื่อเข้าถึงพวกเขาอีกครั้ง

อีเมลดูแลลูกค้าที่เคยสนใจแต่ยังไม่ซื้อ

มีลูกค้าหลายคนที่เข้ามาที่เว็บไซต์ ดูสินค้า อาจจะเพิ่มลงในตะกร้า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดำเนินการสั่งซื้อให้เสร็จ หากคุณรวบรวมอีเมลของพวกเขาผ่านแบบฟอร์ม หรือ popup คุณสามารถส่งอีเมลเตือนเกี่ยวกับสินค้าที่พวกเขาเคยดู หรือส่งข้อเสนอพิเศษเพื่อกระตุ้นให้พวกเขากลับมาดำเนินการสั่งซื้อให้เสร็จ อีเมลนี้ช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากลูกค้าที่มีความตั้งใจจะซื้อแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

นอกจากนี้ หากเห็นว่าเหมาะสม คุณสามารถเพิ่มอีเมลแบ่งปันเนื้อหาที่มีประโยชน์ เช่น วิธีการใช้สินค้า เคล็ดลับที่เกี่ยวข้องกับหมวดหมู่สินค้า หรือเรื่องราวของแบรนด์ แต่สำหรับผู้ขายออนไลน์ อีเมลกลุ่มข้างต้นก็เพียงพอแล้วที่คุณจะเริ่มต้นและรักษาการติดต่อกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์, CRM และ Email Marketing

เมื่อคุณมีเพียงเว็บไซต์แต่ไม่มี CRM ข้อมูลลูกค้าจะกระจายอยู่หลายที่ คุณอาจมีรายชื่อลูกค้าจากคำสั่งซื้อ มีรายชื่อจากแบบฟอร์มลงทะเบียน มีรายชื่อจาก landing page แต่คุณไม่รู้วิธีจัดการและใช้ประโยชน์จากมันอย่างเป็นระบบ

CRM ช่วยให้คุณรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว เมื่อลูกค้าให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ หรือทำการซื้อ ข้อมูลนี้จะถูกบันทึกลงใน CRM พร้อมกับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าที่ซื้อ วันที่ซื้อ มูลค่าคำสั่งซื้อ แหล่งที่มาของลูกค้า และสถานะปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คุณจะทราบว่าใครคือลูกค้าเก่า ใครคือลูกค้าใหม่ ใครซื้อหลายครั้ง ใครเพียงแค่กรอกข้อมูลแต่ยังไม่ได้ซื้อ

Email marketing จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมากเมื่อคุณเชื่อมต่อกับ CRM แทนที่จะส่งอีเมลแบบกระจายไปยังทุกคน คุณสามารถส่งอีเมลตามข้อมูลจริงของแต่ละรายชื่อได้ เช่น คุณอาจส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำเฉพาะลูกค้าที่ซื้ออย่างน้อยหนึ่งครั้ง หรือส่งอีเมลแนะนำสินค้าใหม่เฉพาะลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าที่คล้ายกัน

เมื่อรวมเว็บไซต์, CRM และ email เข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง กระบวนการของคุณจะเป็นดังนี้:

ลูกค้าเข้ามาที่เว็บไซต์หรือ landing page กรอกข้อมูล หรือทำการสั่งซื้อ ข้อมูลนี้จะถูกบันทึกลงใน CRM พร้อมข้อมูลโดยละเอียด ตามสถานะของลูกค้า พวกเขาจะถูกแบ่งกลุ่มให้เหมาะสม จากนั้นคุณสามารถส่งอีเมลหลังการซื้อให้กับลูกค้าที่เพิ่งซื้อ หรือส่งอีเมลเตือนให้กลับมาสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ซื้อมานาน เมื่อลูกค้าเปิดอีเมลและคลิกที่สินค้า พวกเขาจะกลับไปยังเว็บไซต์และอาจทำการซื้ออีกครั้ง กระบวนการทั้งหมดนี้ช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะปล่อยพวกเขาไปหลังจากปฏิสัมพันธ์ครั้งแรก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ขายออนไลน์หลายรายในปัจจุบันจึงไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการมีเว็บไซต์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่รวมทั้ง CRM และอีเมล เพื่อดูแลลูกค้าเก่าอย่างเป็นระบบ

Flow อีเมลพื้นฐานสำหรับการดูแลลูกค้า

นี่คือ flow อีเมลพื้นฐานที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีเพื่อดูแลลูกค้าเก่า:

Flow 1: การดูแลหลังการซื้อ

วันที่ 0: ลูกค้าซื้อสินค้าบนเว็บไซต์
ทันที: ส่งอีเมลขอบคุณและยืนยันคำสั่งซื้อ
วันที่ 3: ส่งอีเมลสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้สินค้า
วันที่ 7: ส่งอีเมลแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือโปรแกรมลูกค้าสัมพันธ์
วันที่ 30: ส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำ หรือแนะนำสินค้าใหม่

Flow นี้ช่วยให้คุณรักษาการติดต่อกับลูกค้าหลังจากการซื้อ แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาหลงลืมแบรนด์ อีเมลแต่ละฉบับใน flow นี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และส่งในเวลาที่เหมาะสม

Flow 2: การดูแลลูกค้าที่ให้ข้อมูลแต่ยังไม่ซื้อ

วันที่ 0: ลูกค้าให้ข้อมูลอีเมลบน landing page หรือแบบฟอร์มลงทะเบียน
ทันที: ส่งอีเมลต้อนรับและแนะนำแบรนด์
วันที่ 2: ส่งอีเมลแนะนำสินค้าที่โดดเด่น หรือโปรโมชั่นพิเศษ
วันที่ 5: ส่งอีเมลแบ่งปัน case study หรือรีวิวจากลูกค้าจริง
วันที่ 10: ส่งอีเมลเตือนเกี่ยวกับโปรโมชั่นที่ใกล้หมดอายุ หรือสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยม

Flow นี้ช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากลูกค้าที่มีความตั้งใจจะศึกษาข้อมูล แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาหลงลืมไปในไม่กี่วัน คุณก็สามารถส่งข้อมูลเพื่อรักษาพวกเขาไว้ในวงจรความสนใจของแบรนด์

Flow 3: การกระตุ้นลูกค้าเก่าที่ไม่ได้ซื้อมานาน

หลังจาก 60 วันที่ไม่มีกิจกรรม: ส่งอีเมลเตือนให้ลูกค้ากลับมาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ
หลังจาก 90 วัน: ส่งอีเมลแนะนำสินค้าใหม่ หรือคอลเลคชั่นใหม่
หลังจาก 120 วัน: ส่งอีเมลสอบถามเหตุผลที่ลูกค้ายังไม่กลับมา และมอบส่วนลด

Flow นี้ช่วยให้คุณไม่พลาดลูกค้าเก่าที่เคยซื้อแต่ไม่ได้กลับมาอีกสักพัก หลายครั้งที่ลูกค้าไม่ได้กลับมาไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ชอบสินค้า แต่เป็นเพราะพวกเขาเพียงแค่ลืม หรือยังไม่มีความต้องการในขณะนั้น อีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำช่วยให้คุณปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสมเมื่อพวกเขาต้องการ

Flow ทั้งหมดนี้สามารถตั้งค่าเป็นระบบอัตโนมัติได้ด้วย automation email หากคุณมีเครื่องมือที่เหมาะสม เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องส่งอีเมลทีละฉบับด้วยตนเอง ระบบจะส่งอัตโนมัติตามการกระทำหรือสถานะของลูกค้า

ตัวอย่างจริงจากร้านค้าออนไลน์

มีร้านค้าแฟชั่นออนไลน์แห่งหนึ่งที่มีเว็บไซต์ของตัวเองและทำการตลาดผ่าน Facebook ได้เป็นอย่างดี ทุกเดือนร้านค้ามีคำสั่งซื้อใหม่จากลูกค้าครั้งแรกประมาณ 100 รายการ อย่างไรก็ตาม หลังจากลูกค้าซื้อไปแล้ว ร้านค้าก็ไม่มีวิธีติดต่อพวกเขากลับไปนอกเหนือจากการรันโฆษณา retargeting บน Facebook

ปัญหาคือค่าโฆษณามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และลูกค้าก็ไม่ได้เห็นโฆษณาร้านค้าตลอดเวลา ลูกค้าหลายรายหลังจากซื้อไปครั้งหนึ่งแล้วก็ลืมแบรนด์ไปเพราะไม่มีอะไรกระตุ้นให้พวกเขากลับมา

ร้านค้าตัดสินใจเริ่มใช้ email marketing เพื่อดูแลลูกค้าเก่า ขั้นแรก ร้านค้าได้ตั้งค่าอีเมลขอบคุณอัตโนมัติที่จะส่งทันทีหลังจากลูกค้าสั่งซื้อ อีเมลนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันคำสั่งซื้อ แต่ยังสอบถามและแนะนำโปรแกรมลูกค้าสัมพันธ์

หลังจาก 7 วัน ร้านค้าส่งอีเมลสอบถามประสบการณ์การใช้สินค้า และแนะนำสินค้าอื่นๆ เพิ่มเติม หลังจาก 30 วัน ร้านค้าส่งอีเมลเตือนให้ลูกค้ากลับมาพร้อมรหัสส่วนลดเล็กน้อยสำหรับการซื้อครั้งต่อไป

ด้วยอีเมล ทำให้ร้านค้าไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาเพียงอย่างเดียวในการเข้าถึงลูกค้าเก่าอีกต่อไป ลูกค้าบางส่วนหลังจากได้รับอีเมลก็ได้กลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องให้ร้านค้ารันโฆษณาให้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ และเพิ่มมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้าแต่ละราย

นี่คือตัวอย่างจริงที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณมีเว็บไซต์และข้อมูลลูกค้าแล้ว email marketing คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะปล่อยให้มันอยู่เฉยๆ

เปรียบเทียบระหว่างผู้ขายที่มีเพียงเว็บไซต์ กับผู้ขายที่มีทั้ง Email Marketing

เมื่อคุณมีเพียงเว็บไซต์ แต่ไม่มี email marketing กระบวนการของคุณมักจะเป็นดังนี้:

ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ผ่านโฆษณา หรือการค้นหา ลูกค้าบางรายซื้อสินค้า บางรายออกไป จากนั้น คุณจะไม่มีวิธีติดต่อพวกเขากลับไปอีกเลย นอกเสียจากว่าพวกเขาจะกลับมาเอง หรือคุณจะรันโฆษณาอีกครั้ง หากต้องการขายให้พวกเขาอีกครั้ง คุณต้องจ่ายเงินสำหรับโฆษณาเพื่อเข้าถึงพวกเขาอีกครั้ง ต้นทุนโฆษณาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา และคุณต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มโฆษณาตลอดเวลา

เมื่อคุณมีเว็บไซต์พร้อม email marketing และ CRM กระบวนการจะแตกต่างออกไป:

ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ผ่านโฆษณา หรือการค้นหา ลูกค้าให้ข้อมูล หรือทำการสั่งซื้อ ข้อมูลจะถูกบันทึกลงใน CRM คุณส่งอีเมลหลังการซื้อ หรืออีเมลต้อนรับ หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง คุณจะส่งอีเมลเตือนให้กลับมา แนะนำสินค้าใหม่ หรือโปรโมชั่นที่เหมาะสม ลูกค้าบางส่วนจะกลับมาซื้อเพิ่มผ่านอีเมล โดยที่คุณไม่ต้องรันโฆษณาให้พวกเขา คุณลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ และเพิ่มมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้าแต่ละราย

ความแตกต่างที่สำคัญคือ คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าเก่าได้อย่างเชิงรุก โดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาโดยสิ้นเชิง อีเมลช่วยให้คุณสร้างช่องทางที่เป็นของคุณเอง เพื่อรักษาการติดต่อกับลูกค้า

GTG CRM ช่วยผู้ขายเชื่อมต่อเว็บไซต์, CRM และอีเมลได้อย่างไร?

GTG CRM คือโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ขายออนไลน์เชื่อมต่อเว็บไซต์ จัดการข้อมูลผู้ติดต่อ และส่งอีเมลได้อย่างเป็นระบบ

เมื่อคุณใช้ GTG CRM คุณสามารถบันทึกข้อมูลผู้ติดต่อจากเว็บไซต์ แบบฟอร์มลงทะเบียน หรือคำสั่งซื้อได้ในที่เดียว ทุกรายชื่อจะแสดงข้อมูลครบถ้วน เช่น ชื่อ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ประวัติการซื้อ และบันทึกที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้ คุณจะทราบว่าใครคือลูกค้าเก่า ใครคือลูกค้าใหม่ ใครซื้อหลายครั้ง และใครเพียงแค่ให้ข้อมูลแต่ยังไม่ได้ซื้อ

GTG CRM มี email builder แบบลากและวาง ช่วยให้คุณสร้างอีเมลด้วยข้อความ รูปภาพ ปุ่ม และบล็อกพื้นฐานได้อย่างง่ายดาย คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านโค้ด หรือการออกแบบที่ซับซ้อน ระบบยังรองรับการปรับเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ อีเมล ชื่อบริษัท สำหรับแต่ละรายชื่อ ช่วยให้อีเมลของคุณดูเป็นมืออาชีพและเหมาะสมกับผู้รับแต่ละคน

คุณสามารถส่งแคมเปญอีเมลให้กับผู้ติดต่อทั้งหมด หรือส่งให้เฉพาะกลุ่ม โดยอิงตามตัวกรอง หรือ segment ตัวอย่างเช่น คุณสามารถสร้าง segment สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าภายใน 30 วันที่ผ่านมา หรือ segment สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ซื้อแต่ให้ข้อมูลแล้ว GTG CRM ยังมี Smart Segment ที่ช่วยให้คุณแบ่งกลุ่มลูกค้าได้อย่างชาญฉลาด โดยอิงตามพฤติกรรมและสถานะ

คุณสามารถส่งอีเมลทันที หรือตั้งเวลาส่งในเวลาที่เหมาะสม ก่อนส่ง คุณสามารถดูตัวอย่างและส่งทดสอบเพื่อตรวจสอบรูปลักษณ์ของอีเมลได้ หลังจากการส่ง GTG CRM จะมีสถิติพื้นฐาน เช่น จำนวนอีเมลที่ส่ง จำนวนอีเมลที่เปิด จำนวนคลิก จำนวนอีเมลที่ตีกลับ และจำนวนผู้ยกเลิกการสมัคร ด้วยเหตุนี้ คุณจะทราบว่าแคมเปญอีเมลของคุณมีประสิทธิภาพหรือไม่

Screenshot_2026-04-23_at_13.58.24.webp

GTG CRM ยังรองรับ automation ที่เกี่ยวข้องกับอีเมลในระดับพื้นฐาน ช่วยให้คุณตั้งค่าส่งอีเมลอัตโนมัติตามการกระทำ หรือสถานะของลูกค้า ตัวอย่างเช่น คุณสามารถตั้งค่าให้ส่งอีเมลต้อนรับอัตโนมัติเมื่อมีผู้ติดต่อใหม่ หรือส่งอีเมลเตือนให้ซื้อซ้ำโดยอัตโนมัติหลังจาก 30 วันนับจากการซื้อครั้งล่าสุด

นอกจากนี้ GTG CRM ยังมี AI ช่วยสร้างแคมเปญอีเมลจากคำอธิบายด้วยภาษาธรรมชาติ คุณเพียงแค่บอกเนื้อหาอีเมลที่ต้องการส่ง แล้ว AI จะช่วยสร้างร่างอีเมลที่เหมาะสมให้ สิ่งนี้ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและสร้างเนื้อหาอีเมลได้ง่ายขึ้น

คุณสมบัติทั้งหมดนี้ช่วยให้ผู้ขายออนไลน์สามารถเชื่อมต่อเว็บไซต์กับ email marketing ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคเชิงลึก

ข้อควรจำเมื่อเริ่มต้นกับ Email Marketing

เมื่อเริ่มต้นกับ email marketing คุณควรใส่ใจกับประเด็นต่อไปนี้เพื่อให้แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกฎ:

ส่งอีเมลเฉพาะผู้ที่ยินยอมรับ
คุณไม่ควรส่งอีเมลให้กับผู้ที่ไม่เคยให้ข้อมูล หรือยังไม่ยินยอมรับอีเมลจากคุณ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล แต่ยังช่วยให้อีเมลของคุณมีอัตราการเปิดและการมีส่วนร่วมที่ดีขึ้น

ส่งอีเมลในเวลาที่เหมาะสม
ไม่ควรกระทำการส่งอีเมลบ่อยเกินไป หรือน้อยเกินไป คุณควรมีตารางการส่งอีเมลที่เหมาะสม โดยอิงจากความถี่ในการซื้อและพฤติกรรมของลูกค้า ตัวอย่างเช่น สำหรับลูกค้าที่เพิ่งซื้อสินค้า คุณอาจส่งอีเมลหลังจาก 3 วัน, 7 วัน และ 30 วัน สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ซื้อมานาน คุณอาจส่งอีเมลหลังจาก 60 วัน หรือ 90 วัน

เนื้อหาอีเมลต้องมีคุณค่า
อีเมลทุกฉบับที่คุณส่งควรมีคุณค่าสำหรับผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โปรโมชั่นพิเศษ หรือการเตือนเกี่ยวกับสินค้าที่พวกเขาเคยสนใจ ไม่ควรกระทำการส่งอีเมลเพียงเพื่อส่ง โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

ติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
หลังจากการส่งแคมเปญอีเมลแต่ละครั้ง คุณควรตรวจสอบสถิติ เช่น อัตราการเปิด, อัตราการคลิก และอัตราการยกเลิกการสมัคร จากนั้น คุณสามารถปรับเนื้อหา เวลาในการส่ง หรือกลุ่มผู้รับอีเมลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

ผสานอีเมลกับช่องทางอื่นๆ
Email marketing ไม่ได้มาแทนที่ช่องทางอื่นๆ เช่น โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณา แต่เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน คุณสามารถผสานอีเมลกับ Facebook, Zalo หรือ SMS เพื่อสร้างระบบการดูแลลูกค้าที่ครอบคลุม

สรุป

การมีเว็บไซต์ขายของของตัวเองเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้ผู้ขายออนไลน์สร้างช่องทางการขายที่เป็นอิสระได้ แต่หากคุณหยุดเพียงแค่นั้น และไม่มีวิธีรักษาการติดต่อกับลูกค้าที่เคยมีปฏิสัมพันธ์ คุณกำลังพลาดโอกาสในการขายจากลูกค้าเก่ามากมาย

Email marketing ยังคงมีประโยชน์สำหรับผู้ขายที่มีเว็บไซต์ของตัวเองอยู่แล้ว เพราะช่วยให้คุณดูแลลูกค้าเก่า กระตุ้นให้ซื้อซ้ำ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เมื่อรวมเว็บไซต์, CRM และอีเมลเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง คุณไม่เพียงแต่จะขายได้ครั้งเดียว แต่ยังมีโอกาสสร้างการซื้อซ้ำๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาโดยสิ้นเชิง

หากคุณกำลังมองหาวิธีเชื่อมต่อเว็บไซต์กับอีเมลได้อย่างง่ายดาย คุณสามารถพิจารณา GTG CRM ระบบนี้ช่วยให้คุณจัดการข้อมูลผู้ติดต่อ สร้างและส่งอีเมลได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการตั้งค่า automation พื้นฐานในการดูแลลูกค้า คุณสามารถเริ่มต้นด้วยอีเมลง่ายๆ และค่อยๆ ขยายเมื่อคุ้นเคยกับวิธีการทำงาน

เริ่มต้นสร้างระบบอีเมลของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้พลาดลูกค้าที่รู้จักแบรนด์ของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

Email marketing เหมาะสำหรับผู้ขายที่เพิ่งเริ่มต้นหรือไม่?
Email marketing เหมาะสำหรับผู้ขายที่มีข้อมูลผู้ติดต่อจากลูกค้าอย่างน้อยจำนวนหนึ่ง หากคุณมีอีเมลจากลูกค้าที่ซื้อ หรือให้ข้อมูลแล้วประมาณ 50 ถึง 100 รายชื่อ นี่คือเวลาที่คุณควรเริ่มใช้เพื่อดูแลพวกเขา แทนที่จะปล่อยให้ข้อมูลนั้นอยู่เฉยๆ

ฉันควรส่งอีเมลให้ลูกค้าเก่าบ่อยแค่ไหน?
ความถี่ในการส่งอีเมลขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและรอบการซื้อของลูกค้า สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป คุณอาจส่งอีเมลทุกสัปดาห์ หรือสองสัปดาห์ครั้ง สำหรับสินค้าที่มีความคงทน คุณอาจส่งอีเมลทุกเดือน หรือเมื่อมีสินค้าใหม่ สิ่งสำคัญคืออย่าส่งบ่อยเกินไปจนลูกค้าจะรู้สึกรำคาญ

ควรส่งอีเมลหลังการซื้อเมื่อไหร่?
อีเมลหลังการซื้อควรกระทำการส่งทันทีหลังจากที่ลูกค้าสั่งซื้อ เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ หลังจากนั้น คุณสามารถส่งอีเมลเพิ่มเติมในวันที่ 3 เพื่อสอบถามประสบการณ์ และอีเมลในวันที่ 7 หรือ 30 เพื่อแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือเตือนให้ซื้อซ้ำ

ฉันจะทราบได้อย่างไรว่าอีเมลของฉันมีประสิทธิภาพหรือไม่?
คุณสามารถติดตามสถิติพื้นฐาน เช่น อัตราการเปิดอีเมล, อัตราการคลิกที่ลิงก์ในอีเมล และจำนวนคำสั่งซื้อที่เกิดจากอีเมล หากอัตราการเปิดต่ำกว่า 10% หรือไม่มีการคลิกเลย คุณควรพิจารณาเนื้อหา หรือเวลาในการส่งอีเมลใหม่

ฉันจำเป็นต้องจ้างนักเขียนอีเมลมืออาชีพหรือไม่?
เมื่อเริ่มต้น คุณไม่จำเป็นต้องจ้างนักเขียนอีเมลมืออาชีพ คุณสามารถเขียนอีเมลง่ายๆ ด้วยเนื้อหาที่ชัดเจน จริงใจ และมีคุณค่าสำหรับลูกค้าได้ หลังจากที่คุณคุ้นเคยกับการส่งอีเมลและเห็นผลแล้ว คุณอาจพิจารณาจ้างคนมาปรับปรุงเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น

GTG CRM เหมาะสำหรับผู้ขายขนาดเล็กถึงขนาดกลางหรือไม่?
GTG CRM ได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้ขายออนไลน์ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ระบบมีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคเชิงลึก และมีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงพอให้คุณเริ่มต้นกับ email marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสามารถเริ่มต้นด้วยแคมเปญอีเมลง่ายๆ และค่อยๆ ขยายเมื่อต้องการ

เปลี่ยนสิ่งที่ได้อ่านให้เป็นผลลัพธ์จริง — นำไปปรับใช้ทันทีด้วย GTG CRM, ฟรี.

นำไปปรับใช้ทันที