ในบริบทของต้นทุนโฆษณาที่สูงขึ้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้น การมุ่งเน้นเฉพาะการหาลูกค้าใหม่จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป รายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าที่ เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์แต่ยังไม่ได้ซื้อสินค้าในทันที
การรีทาร์เก็ตติ้งไม่ใช่เทคนิค "เสริม" อีกต่อไป แต่ได้กลาย เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และบริการแบบ B2B
การรีทาร์เก็ตติ้งคืออะไร?
การรีทาร์เก็ตติ้งเป็นกลยุทธ์การโฆษณาที่มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดผู้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจมาก่อน แต่ยังไม่ได้ทำการซื้อ เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ การดูสินค้า การเพิ่มสินค้าลงในตะกร้า หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาโฆษณา
แทนที่จะกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ชมใหม่ทั้งหมด การรีทาร์เก็ตติ้งจะมุ่งเน้นไปที่บุคคลที่เคยแสดงความสนใจในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นผู้ซื้อและเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนการโฆษณา กลยุทธ์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถแสดงข้อความที่เกี่ยวข้องตามพฤติกรรมและความตั้งใจของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มได้
ในความเป็นจริง การรีทาร์เก็ตติ้งไม่ได้เป็นเพียงแค่ "การแสดงโฆษณาซ้ำ" เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการชี้นำลูกค้าผ่านแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การจดจำแบรนด์และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ
ความท้าทายในการกำหนดเป้าหมายใหม่สำหรับธุรกิจในปัจจุบัน
ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากการรีทาร์เก็ตติ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จริงแล้ว แคมเปญจำนวนมากยังคงเผชิญกับปัญหาหลักอยู่
- ผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องพร้อมที่จะซื้อเสมอไป: ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะออกจากเว็บไซต์หลังจากเข้าชมครั้งแรก หากไม่มีกลยุทธ์ในการแบ่งกลุ่มและดูแลลูกค้า ธุรกิจจะพลาดโอกาสในการเข้าถึงฐานลูกค้าที่มีศักยภาพมากที่สุด
- ข้อมูลพฤติกรรมกระจัดกระจายและไม่เชื่อมโยงกัน: ลูกค้าอาจดูสินค้าบนเว็บไซต์ โต้ตอบกับสินค้าบน Facebook แล้วค้นหาสินค้านั้นอีกครั้งบน Google เมื่อข้อมูลกระจัดกระจาย ธุรกิจจึงยากที่จะกำหนดเวลาและข้อความที่เหมาะสมสำหรับการทำการตลาดซ้ำ (retargeting)
- ข้อความโฆษณาขาดความเฉพาะเจาะจง: ใช้แม่แบบโฆษณาเดียวสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้อ่านบล็อกไปจนถึงผู้ที่ละทิ้งตะกร้าสินค้า ซึ่งลดประสิทธิภาพลงอย่างมากและสิ้นเปลืองงบประมาณ
- ความถี่ในการแสดงโฆษณาที่ไม่สามารถควบคุมได้: โฆษณามากเกินไปจะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ในขณะที่โฆษณาน้อยเกินไปก็ไม่สร้างความประทับใจที่น่าจดจำมากพอ
การกำหนดเป้าหมายใหม่เปิดโอกาสอะไรบ้างให้กับธุรกิจ?
หากนำไปใช้อย่างถูกต้อง การรีทาร์เก็ตติ้งจะให้ประโยชน์มากมายเหนือกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิมในการดึงดูดลูกค้าใหม่
- เพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลง: ลูกค้าที่คุ้นเคยกับแบรนด์อยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากกว่าลูกค้าใหม่ ส่งผลให้ต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า (CPA) และผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการลงทุน (ROAS) ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- การเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางของลูกค้าในแต่ละขั้นตอน: การกำหนดเป้าหมายใหม่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าตามระดับความสนใจที่แท้จริงของพวกเขา ซึ่งจะช่วยนำทางพวกเขาไปสู่การตัดสินใจซื้อทีละขั้นตอน
- ใช้ประโยชน์จากข้อมูลแทนการพึ่งพาสัญชาตญาณ: การตัดสินใจด้านการโฆษณาขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้จริง ไม่ใช่การคาดเดา
- การเพิ่มรายได้จากลูกค้าเดิม: กลยุทธ์การขายสินค้าเพิ่มเติม การขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง และการดึงลูกค้ากลับมา จะกลายเป็นแหล่งสร้างการเติบโตที่มั่นคง หากมีการวางแผนอย่างเหมาะสม
เคล็ดลับในการดำเนินแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งให้ได้ผล
การแบ่งกลุ่มผู้ชมตามระดับความตั้งใจ
ผู้เข้าชมเว็บไซต์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างให้ชัดเจน:
- กลุ่มที่มีความตั้งใจสูง (ร้อน): ละทิ้งตะกร้าสินค้า เริ่มขั้นตอนการชำระเงินแต่ไม่ทำการซื้อเสร็จสมบูรณ์ กลุ่มนี้ต้องการความสำคัญสูงสุด โดยใช้ข้อความที่กระตุ้นให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว
- กลุ่มเป้าหมายระดับกลาง (Warm): ดูสินค้า ตรวจสอบราคา เปรียบเทียบโซลูชัน เนื้อหาควรเน้นประโยชน์ ความน่าเชื่อถือจากสังคม และการตอบคำถาม
- กลุ่มที่มีความตั้งใจต่ำ (กลุ่มใจเย็น): อ่านบล็อก ดูเว็บไซต์ ขั้นตอนนี้ควรเน้นเนื้อหาให้ความรู้และการสร้างการรับรู้แบรนด์
- ลูกค้าปัจจุบัน: กลุ่มนี้มักถูกมองข้าม แต่มีศักยภาพในการสร้างรายได้มหาศาลผ่านการขายสินค้าเพิ่มเติมและการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว
การออกแบบโครงสร้างของแคมเปญรีทาร์เก็ตติ้ง
กลยุทธ์การกำหนดเป้าหมายใหม่ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ แทนที่จะรวมเข้าด้วยกันทั้งหมด
- แคมเปญสำหรับกลุ่มที่มีความตั้งใจสูง: เน้นการลดการทิ้งสินค้าในตะกร้า การข้ามขั้นตอนการชำระเงิน และการกำหนดเป้าหมายตามเวลา เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วน
- แคมเปญสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีความตั้งใจซื้อระดับปานกลาง: การกำหนดเป้าหมายใหม่โดยอิงจากผลิตภัณฑ์หรือหมวดหมู่ที่เคยดู ร่วมกับการโฆษณาแบบไดนามิก
- การดูแลและกระตุ้นแคมเปญอีกครั้ง: สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมกับเนื้อหา ลูกค้าที่กลับมาใช้บริการ หรือลูกค้าที่ไม่ได้กลับมาใช้บริการเป็นเวลานาน
- การกำหนดเป้าหมายใหม่แบบต่อเนื่อง: กระบวนการที่ราบรื่นตั้งแต่การสร้างการรับรู้แบรนด์และการให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการส่งเสริมการเปลี่ยนลูกค้าเป้าหมายให้เป็นผู้ซื้อ
ปรับแต่งเนื้อหาและควบคุมความถี่ในการแสดงเนื้อหาได้
- ข้อความต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มลูกค้า: ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าเสร็จแล้วต้องการคำกระตุ้นให้ดำเนินการบางอย่าง ไม่ใช่การแนะนำแบรนด์ ในทางกลับกัน ลูกค้าใหม่จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ
- โฆษณาแบบไดนามิกช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้อง: โดยจะแสดงสินค้าที่ลูกค้าเคยดูอย่างตรงตัว พร้อมด้วยราคา รีวิว และคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง
- ควบคุมความถี่ในการโฆษณาเพื่อหลีกเลี่ยง "การโฆษณามากเกินไป": ความถี่ที่เหมาะสมจะช่วยรักษาการจดจำแบรนด์โดยไม่ทำให้รู้สึกไม่ดี และยังช่วยปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย
GTG CRM สนับสนุนการนำ Retargeting ไปใช้อย่างเป็นระบบได้อย่างไร?
GTG CRM ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลและการดำเนินงานส่วนกลาง ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถนำกลยุทธ์การกำหนดเป้าหมายใหม่มาใช้ได้อย่างเป็นระบบ:
- ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าแบบรวมศูนย์: ทุกปฏิสัมพันธ์จากเว็บไซต์ หน้า Landing Page โฆษณา และข้อความต่างๆ จะถูกบันทึกไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้เห็นภาพรวมของเส้นทางการใช้งานของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน
- การสนับสนุนในการสร้างหน้า Landing Page สำหรับการกำหนดเป้าหมายใหม่: หน้า Landing Page จะถูกปรับให้เหมาะสมเพื่อตอบคำถามเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงเมื่อกำหนดเป้าหมายใหม่
- การจัดการและการแบ่งกลุ่มลูกค้าในระบบ CRM: ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างไฟล์กำหนดเป้าหมายใหม่ได้อย่างง่ายดายโดยอิงจากพฤติกรรม เวลา และสถานะของลูกค้า
- การสนับสนุนลูกค้าแบบหลายช่องทาง: การผสมผสานการโฆษณา อีเมล และข้อความ SMS ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้ในเวลาที่เหมาะสมและในบริบทที่เหมาะสม
สรุป
การรีทาร์เก็ตติ้งไม่ได้หมายความถึงแค่ "การแสดงโฆษณาซ้ำสำหรับคนที่เคยเห็นแล้ว" เท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์การจัดการเส้นทางของลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยิ่งธุรกิจต่างๆ นำการรีทาร์เก็ตติ้งมาใช้เร็วและเป็นระบบมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของต้นทุนการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น
การลงทุนในแพลตฟอร์มการจัดการแบบรวมศูนย์อย่าง GTG CRM ช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงแต่ปรับปรุงประสิทธิภาพการโฆษณาเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างระบบปฏิบัติการด้านการตลาดที่ยั่งยืนและปรับขนาดได้ในระยะยาวอีกด้วย